บทความสุขภาพ

9 สัญญาณ‬บอกโรค จากการมีประจำเดือน

     การมี "เมนส์" หรือประจำเดือนมาเป็นปกติทุกเดือน อาจเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับสุขภาพของคุณแม่ และผู้หญิงทุกคน เพราะการมีประจำเดือน เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการทำงานระบบสืบพันธุ์ว่าปกติ และการทำงานของร่างกายภายในของเรามีความสมดุลลงตัวแต่สำคัญยิ่งกว่านั้น ประจำเดือน ยังสามารถบอกถึงสุขภาพของร่างกายได้อีกด้วย โดยเราสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ จาก 3 อย่าง คือ สี กลิ่น และอาการ ดังต่อไปนี้

1. ประจำเดือนสีเข้มจัด
     หากประจำเดือนมีสีเข้มจัด ออกน้อย มีอาการเหนื่อยง่ายเมื่อออกแรง อ่อนเพลียมากกว่าปกติ เวียนศีรษะ อาจเป็น
สัญญาณบ่งบอกของ "โรคโลหิตจาง"

2. ประจำเดือนออกมาเป็นลิ่มเลือด
     หากประจำเดือนออกมาเป็นลิ่มเลือดคล้ายเลือดหมู หรือมีเลือดออกภายในค่อนข้างมาก อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า กำลังเกิดอาการ "อุ้งเชิงกรานอักเสบ"

3. ประจำเดือนมีกลิ่นผิดปกติ
     หากประจำเดือนมีกลิ่นผิดปกติ มีอาการคันหรือเจ็บแสบในช่องคลอด และถ้ามีอาการร่วมกับการตกขาว นั่นแสดงว่า อาจจะเกิดการ "ติดเชื้อในช่องคลอด" ซึ่งได้แก่ เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา พยาธิ หรือติดเชื้อในมดลูก และอุ้งเชิงกรานอักเสบ

4. ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือมาไม่ปกติ
     หากประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือมาไม่ปกติ ให้สังเกตว่า มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง ตามืดมัวลงเรื่อย ๆ มีหนวดและขนขึ้นผิดธรรมชาติ น้ำนมออกผิดปกติ ถ้าหากมีอาการเหล่านี้ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย "โรคเนื้องอกของรังไข่" หรือตรวจหาความผิดปกติของต่อมหมวกไตหรือต่อมใต้สมอง

5. ประจำเดือนมาน้อยและมีอาการอ่อนเพลีย
     หากมีประจำเดือนมาน้อยและมีอาการอ่อนเพลีย เฉื่อยเนือย เต้านมแฟบ ขนรักแร้และขนที่อวัยวะเพศร่วง อาจจะเคยตกเลือดอย่างรุนแรง หรือเป็นลมขณะคลอดบุตร ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย "โรคที่ต่อมใต้สมองขาดเลือด (
โรคซีแฮน)" ทำให้ทำงานน้อยลงและทำให้รังไข่ทำงานน้อยลงด้วย

6. ประจำเดือนมามากจนมีอาการซีด
     หากมีประจำเดือนมามากจนมีอาการซีด ควรรีบไปพบแพทย์ แต่ที่ไม่ควรนิ่งนอนใจคือ ถ้าเลือดที่ออกมามีกลิ่นเหม็น และมีอาการปวดบริเวณท้องน้อย อาจจะเป็นสัญญาณของ "ปีกมดลูกอักเสบ"

7. ประจำเดือนมามากร่วมกับมีอาการปวดประจำเดือน
     หากมีประจำเดือนมามากร่วมกับมีอาการปวดประจำเดือน หรือรู้สึกเจ็บเวลาร่วมเพศ และคลำพบก้อนที่ท้องน้อย ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะมีโอกาสเสี่ยงเป็น "เนื้องอกในมดลูก"

8. ปวดประจำเดือนมากจนหน้าซีด 
     หากปวดประจำเดือนมากจนหน้าซีดหน้าเซียว หรือยิ่งในวันท้าย ๆ ยิ่งปวดมากขึ้น หากเป็นเช่นนี้ควรจะรีบไปตรวจวินิจฉัย "โรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (ถุงช็อกโกแลตซีสต์)"

9. ประจำเดือนมานานผิดปกติมากกว่า 7 วัน
     หากประจำเดือนมานานผิดปกติ หรือนานมากกว่า 7 วัน ซึ่งถ้าหาก
เป็นตอนหลังคลอดใหม่ ๆ หรือหลังใส่ห่วงคุมกำเนิดก็ถือเป็นเรื่องปกติ ทำนองเดียวกับประจำเดือนที่ขาด ๆ หาย ๆ แล้วพอมาก็มามาก แต่ไม่มีสิ่งผิดปกติอื่น ๆ และไม่ได้ตั้งครรภ์ อาการเช่นนี้ มักจะเป็นในช่วงที่ "เครียด อ้วนเกินไป ออกกำลังกายมากเกินไป"

     ประจำเดือนเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมาเพื่อผู้หญิงทุกคน หากเราหมั่นสังเกตสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอและหมั่นดูแลตัวเองให้ดี ก็จะสามารถช่วยป้องกันโรคได้เป็นอย่างดีค่ะ

 


ที่มาบทความ: http://health.sanook.com/3069/
ภาพประกอบ: istockphoto
ลงบทความเมื่อ: 07/24/2016


  • ป้องกันโรคปอดบวม
    แพทย์แนะป้องกันโรคปอดบวม แนะเลี่ยงเข้าไปอยู่ในที่คนแออัด ผู้ที่ป่วยเป็นไข้หรือมีอาการของระบบทางเดินหายใจ ควรปิดปากเวลาไอ จาม สวมหน้ากากอนามัยล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค
    รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ หน.สาขาวิชาโรคติดเชื้อเด็ก ระบุเกิดจากการติดเชื้อโรค โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ซึ่งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุสำคัญคือ เชื้อนิวโมคอคคัส ส่วนเชื้อไวรัสที่สำคัญคือ เชื้อไข้หวัดใหญ่ คนกลุ่มเสี่ยงที่จะป่วยและอาจมีอาการรุนแรงและพบภาวะแทรกซ้อนได้บ่อย ได้แก่ เด็กอายุ 5 ขวบปีแรก คนวัย 50 ปีขึ้นไป และผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวานตับ ปอด ไต ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ฯลฯ
    นอกจากนี้ อาการ มีไข้ ไอมีเสมหะ หายใจเหนื่อยหอบ เจ็บแน่นหน้าอก ซึ่งแพทย์สามารถวินิจฉัยโรคจากอาการและตรวจร่างกายผู้ป่วย เอกซเรย์ปอดและตรวจเสมหะ การรักษาจะมีการให้ยาปฏิชีวนะ (โรคปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรีย) หรือยาต้านไวรัส (โรคปอดบวมจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่) ให้ออกซิเจน และให้สารน้ำทางหลอดเลือด
    ทั้งนี้ โรคนี้ป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงเข้าไปอยู่ในที่คนแออัด ผู้ที่ป่วยเป็นไข้หรือมีอาการของระบบทางเดินหายใจ ควรปิดปากเวลาไอจาม สวมหน้ากากอนามัยล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค ที่สำคัญควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคด้วยการฉีดวัคซีน คือ วัคซีนไอพีดีและวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เด็กอายุ 2 เดือน-5 ปี แนะนำให้ฉีดวัคซีนไอพีดีชนิด 10 หรือ 13 สายพันธุ์1-4 ครั้ง แล้วแต่อายุเด็ก ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่างแนะให้ฉีดวัคซีนไอพีดีชนิด 13 สายพันธุ์ และตามด้วยวัคซีนไอพีดีชนิด 23 สายพันธุ์
    ส่วนวัคซีนไข้หวัดใหญ่แนะนำให้ฉีดปีละครั้งสำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงวัย หญิงตั้งครรภ์ คนอ้วน บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือแม้แต่สำหรับคนที่มีสุขภาพแข็งแรง
    โปรโมชั่น เดือนของพ่อ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ลดราคา สอบถามได้ที่คลินิก นะคะ ^_^
    ห่วงใยใส่ใจ ใกล้ใจคลินิก

  • อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ พุทธสภาษิต ที่มีมาแต่โบราณ ด้วยเหตุผลที่ว่าการรักษาสุขภาพหรือการมีสุขภาพที่ดีนั้น ถือเป็นโชคลาภ อันประเสริฐ
    จากสถานการณ์ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทำให้ปัจจุบันสภาพการทำงานและ การใช้ชีวิตในเรื่องต่าง ๆ ต้องแข่งขันกันตลอดเวลา ทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ สุขภาพเสื่อมโทรมและเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่มีเวลาไปพบแพทย์ ดังนั้น การรับทราบข้อมูลรายละเอียดของยาแต่ละประเภทจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดการรับประทานยาอย่างถูกต้อง ซึ่งศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะทำงานสร้างเสริมความเข้มแข็งภาคประชาชนด้านการใช้ยา อย่างสมเหตุสมผล มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และชมรมเภสัชชนบท ร่วมกันให้ข้อมูลถึงวิธีช่วยลดผลกระทบความเสี่ยงที่เกิดจากระบบยาที่มีต่อสุขภาพ เฝ้าระวังและจัดการความรู้เพื่อพัฒนาระบบยาที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างเสริมสุขภาพความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาชน
    จากผลสำรวจพบว่าในประเทศไทยมีผู้ป่วยเกือบ 1,000 คน ที่เป็นโรคตับจากการรับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาด ซึ่งเป็นเด็กอายุ 6 ขวบถึง 37 เปอร์เซ็นต์ หากผู้ปกครองต้องซื้อยาให้ลูกด้วยตนเอง แนะนำให้แจ้งอายุและน้ำหนักของลูกกับเภสัชกรประจำร้านก่อนทุกครั้ง เพื่อลดการให้ยาเกินขนาด ถึงแม้ว่าพาราเซตามอลเป็นยาลดไข้ที่ดีที่สุดที่ใช้ในปัจจุบัน แต่อันตรายจากการใช้พาราเซตามอล คือ การเกิดการเป็นพิษต่อตับ ส่งผลตั้งแต่การทำงานของตับไปจนถึงภาวะตับวายอย่างเฉียบพลัน และนำไปสู่การเสียชีวิตได้
    การรับประทานยาพาราเซตามอลที่เกินขนาดจะไม่เห็นอาการในเร็ววัน จะเห็นอาการก็ต่อเมื่อระยะอันตรายจากตับอักเสบ ตับแข็ง จนก่อให้เกิดมะเร็งตับ ดังนั้น ควรทานยาเมื่อมีความจำเป็น เพิ่มความระมัดระวังโดยการอ่านฉลากข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัดทุกครั้ง ที่มีการใช้ยาเพื่อป้องกันการใช้ยาซ้ำซ้อน ที่สำคัญคือ ไม่ควรบริโภคเกินวันละ 2 กรัม หรือ 4 เม็ด และไม่ควรบริโภคติดต่อกันนานกว่า 5 วัน สำหรับมาตรการ การจัดการที่แนะนำแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1. การเพิกถอนทะเบียนยาพาราเซตามอล ชนิดฉีด 300 มิลลิกรัม (มก.) ต่อหลอด ซึ่งน้อยเกินกว่าจะออกฤทธิ์ โดยบางชนิดยังผสมยาชา 10 มิลลิกรัม 2. ถอนทะเบียนยาพาราชนิดแตกตัวดูดซึมทันที โดยเฉพาะสูตร 650 มิลลิกรัมต่อเม็ด ต้องมีข้อความ “ยานี้มีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบ” คาดบนฉลากยาผสม 4. ฉลากยาควรระบุความแรงของยาเป็นภาษาไทย 5. ยาน้ำสำหรับเด็กแต่ละช่วงวัยต้องมีรูปแบบที่แยกออกจากกันชัดเจนเพื่อป้องกันความผิดพลาดการใช้ยาเกินขนาด หากสร้างการมีส่วนร่วมการรับรู้ข้อมูลและอันตรายต่าง ๆ จากการใช้ยา ก็จะทำให้ประเทศไทยลดอัตราของผู้ป่วยและประชาชนก็จะมีสุขภาพที่ดี ต่อไป
Visitors: 18,982